ประตูหน้า: ไอเดีย แรงบันดาลใจและรูปภาพการออกแบบตกแต่งภายใน | homify ประตูหน้า: ไอเดีย แรงบันดาลใจและรูปภาพการออกแบบตกแต่งภายใน

ประตูหน้า: ไอเดีย แรงบันดาลใจและรูปภาพการออกแบบตกแต่งภายใน

ไม่มีผลลัพธ์จากการค้นหาของคุณ เป็นคนแรกที่อัปโหลดภาพในหมวดนี้

ประตูหน้าบ้าน

ประตูหน้าบ้าน (Front Doors) สำคัญอย่างไร?

เป็นที่ทราบกันดีว่าประตูคือองค์ประกอบหนึ่งที่มีความสำคัญของบ้านทุกๆหลัง เพราะเป็นส่วนที่ทำหน้าที่ในการปิดกั้นหรืออนุญาตให้ผ่านเข้าถึงไปยังพื้นที่ภายในบ้าน นอกเหนือไปจากการทำหน้าที่เกี่ยวกับการเข้าถึงของคนแล้ว ประตูเองยังมีส่วนสำคัญในการช่วยปิดกั้นหรือเปิดให้มีมุมมองการมองเห็น ปิดกั้นหรือลดผลกระทบของเสียง และอาจหมายรวมถึงการมีส่วนช่วยป้องกันอุบัติภัยต่างๆ ในแต่ละส่วนของบ้านเองที่มีความต้องการการใช้สอยที่แตกต่าง ประตูของพื้นที่แต่ละส่วนในบ้านจึงมีลักษณะหน้าที่หรือความต้องการการใช้สอยที่ต่างกันออกไปด้วย

ประตูหน้าบ้าน (Front Door) เป็นส่วนประกอบประตูที่อยู่บริเวณด้านนอกของบ้านโดยเชื่อมพื้นที่ห้องภายในและพื้นที่นอกบ้าน (ทางเดิน, ระเบียงหน้าบ้าน, โรงรถ, ฯลฯ) ความต้องการด้านการใช้งานนอกจากจะเป็นส่วนที่ปิดกั้นคัดกรองการผ่านเข้าออกภายในและภายนอกบ้านแล้ว ยังเป็นส่วนที่ต้องช่วยให้ความปลอดภัยให้แก่บ้านด้วย รวมถึงช่วยกรองความเป็นส่วนตัวทั้งการเข้าถึงด้านการมองเห็นจากบุคคลภายนอกและเสียงรบกวนต่างๆ ดังนั้นแล้วประตูหน้าบ้านจึงเป็นส่วนที่มีความสำคัญต่อการอยู่อาศัย ซึ่งเจ้าบ้านต้องใส่ใจและให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

รูปแบบการดีไซน์ของประตูหน้าบ้าน

ในปัจจุบันลักษณะการออกแบบของประตูหน้านั้นมีอยู่หลากหลายแตกต่างกันไปตามขนาดและความสวยงาม โดยรูปแบบประตูหลักๆที่มักถูกเลือกใช้มีดังนี้

1. ประตูบานเดี่ยว (Single Doors) มีลักษณะเป็นประตูที่มีบานเปิดเพียงบานเดียว ส่วนประกอบของบานประตูอาจมีลักษณะเป็นบานแบบทึบหรือมีการออกแบบเป็นช่องแสงกระจกฝ้านิรภัยเพื่อให้พื้นที่ภายในได้รับแสง หรือเพื่อให้ตัวบานประตูไม่ดูทึบตันจนเกินไป

2. ประตูบานเดี่ยวพร้อมช่องแสงด้านข้าง (Single doors matching sidelights) มีการออกแบบที่เหมือนกับประตูบานเดี่ยว เพียงแต่บริเวณด้านข้างของประตูด้านหนึ่งหรือสองด้านมีการออกแบบเป็นช่องเปิดกระจกแบบยึดแน่นไม่สามารถเปิดได้ เพื่อให้แสงสามารถส่องผ่านได้และทำให้ประตูหน้ามีความสวยงามขึ้น

3. ประตูบานคู่ (Double Doors) ลักษณะการออกแบบเป็นประตูสองบานที่มีการเปิดปิดเข้าหากัน ซึ่งมีข้อดีคือขนาดความกว้างของช่องเปิดที่กว้างกว่าประตูบานเดี่ยว สามารถเห็นได้ชัดเจนและทำให้บ้านดูโอ่อ่ามากกว่า

4. ประตูบานเดี่ยวพร้อมช่องเปิดด้านข้างและช่องเปิดวงกบครึ่งวงกลม (Single door matching sidelights and half round transom) ลักษณะการออกแบบจะเหมือนกับประตูบานเดี่ยวที่มีช่องเปิดด้านข้าง แตกต่างที่มีการออกแบบช่องเปิดกระจกรูปครึ่งวงกลมบริเวณเหนือวงกบประตูด้านบน ทำให้ดูสวยงามโอ่อ่าและแสงสามารถส่องผ่านเข้าไปยังห้องภายในได้มากขึ้น

5. ประตูบานเดี่ยวพร้อมช่องเปิดด้านข้างและช่องเปิดวงกบครึ่งวงรี (Single door TDL sidelights and elliptical transom) มีการออกแบบต่างจากประตูแบบก่อนหน้าตรงที่ช่องเปิดเหนือวงกบประตูนั้นมีลักษณะเป็นรูปครึ่งวงรี กล่าวคือจะมีขนาดช่องเปิดเหนือวงกบประตูที่เล็กกว่าแบบครึ่งวงกลมนั่นเอง

วัสดุของประตูหน้าบ้านที่นิยมใช้

วัสดุที่นักออกแบบและเจ้าบ้านนิยมเลือกใช้กับประตูหน้าบ้านนั้นก็มีความหลากหลายขึ้นอยู่กับความต้องการด้านความสวยงามและราคา โดยมากแล้วนิยมใช้วัสดุอยู่ 3 ชนิด ดังนี้

1. ประตูเหล็ก (Steel Door) มีลักษณะของวัสดุที่ทำมาจากเหล็กเคลือบกัลวาไนซ์ ซึ่งช่วยให้ผิวสัมผัสมีความทนทานต่อการกัดกร่อนของสนิม ข้อดีคือมีความสวยงามทันสมัยและมีความแข็งแรงทนทาน ในปัจจุบันมีหลากหลายรูปแบบดีไซน์ที่หลากหลายและเข้าได้ดีกับงานออกแบบบ้านสไตล์โมเดิร์น ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 5,000-15,000 บาท

2. ประตูไฟเบอร์กลาส (Fiber Glass Door) หรือชื่อเรียกที่ถูกต้องคือบานประตูโพลีเอสเตอร์เสริมใยแก้ว เป็นวัสดุสังเคราะห์ที่ให้คุณสมบัติความแข็งแรงทนทาน ไม่ผุกร่อนและปลอดจากแมลงกัดกิน ทั้งยังสามารถป้องกันความร้อนไม่ลามไฟ ป้องกันเสียงและกักเก็บความเย็นได้ดี ในปัจจุบันมีการออกแบบให้ผิวสัมผัสสวยงามเหมือนไม้จริงเพื่อความสวยงามตามต้องการ ในปัจจุบันราคาจะอยู่ที่ 3,990-4,990 บาท

3. ประตูไม้จริง (Wood Door) เป็นวัสดุที่ให้ผิวสัมผัสที่สวยงามเป็นธรรมชาติ รวมทั้งความคลาสสิคของลวดลายออกแบบที่ดูมีคุณค่า ข้อดีคือความแข็งแรงสวยงาม แต่ข้อเสียคือเป็นวัสดุนำไฟและยังทนทานต่อการผุกร่อนได้น้อย โดยมากแล้วราคาจะขึ้นอยู่กับชนิดของไม้ที่นำมาใช้และขนาดของบานประตู โดยทั่วไปประตูไม้สักบานเดี่ยวจะมีราคาอยู่ที่ 4,000-6,000 บาท ส่วนบานคู่ราคาอาจอยู่ที่ 7,000-13,000 บาท

ขั้นตอนการติดตั้ง

1. ทำการสำรวจลักษณะและตำแหน่งของช่องเปิดบ้าน ทั้งขนาดระยะที่เหมาะสมและรูปแบบของประตูที่จะนำมาติดตั้งว่าควรเป็นประตูชนิดไหนและทำจากวัสดุอะไร จำเป็นต้องป้องกันการมองเห็นหรือป้องกันเสียงหรือไม่?

2. วัดระยะของช่องเปิดอย่างแม่นยำก่อนทำการเลือกซื้อหรือสั่งประตูที่จะนำมาติดตั้งใหม่ โดยต้องให้มีขนาดที่พอดีกับช่องเปิดหรือประตูบานเดิม ทั้งความสูงของประตู ความกว้างและส่วนของโครงสร้าง วงกบประตูต้องพอดี รวมถึงระยะการเปิดของบานประตูที่ต้องเคลียร์ไม่ให้มีสิ่งกีดขวางหรือทำให้ใช้งานลำบาก

3. ทำการรื้อประตูบานเก่า โดยในขั้นตอนนี้คุณจำเป็นต้องมีประตูบานใหม่และวัสดุต่างๆที่พร้อมสำหรับการติดตั้งแล้ว เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องของการทำงาน ในขั้นตอนนี้หากคุณไม่สะดวกที่จะทำด้วยตนเองก็ควรปรึกษาช่างผู้เชี่ยวชาญหรือสถาปนิกก่อนลงมือทำเสมอ

4. ติดตั้งวงกบและบานพับ เป็นขั้นตอนที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเนื่องจากจำเป็นต้องมีการวัดระยะและการเจาะที่แม่นยำ เมื่อติดตั้งวงกบประตูเสร็จก็จะนำบานประตูเข้ามาทาบวัดเพื่อให้พอเหมาะพอดีกับช่องเปิดนั้นๆ ส่วนของบานพับที่ต้องมีการเจาะบากเนื้อไม้วงกบควรทำอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดที่อาจต้องแก้ไขรื้อใหม่ภายหลัง

5. ติดตั้งบานพับและนำบานประตูเข้าประกบ ภายหลังที่เราได้ติดตั้งบานพับเข้ากับรอยบากที่วงกบแล้ว จะเป็นการติดตั้งบานประตูโดยให้ตำแหน่งของบานพับตรงกับตำแหน่งที่ได้วัดระยะไว้ ทำการยึดด้วยสกรูให้แน่นหนา ทดลองการเปิดปิดของตัวล็อคต่างๆ เป็นอันเสร็จ

การดูแลรักษาและเพิ่มความปลอดภัย

เมื่อเราทำการติดตั้งประตูเสร็จแล้ว คุณเจ้าบ้านอาจอยากเพิ่มความแข็งแรงแน่นหนาหรือเพิ่มอุปกรณ์ที่จะช่วยป้องกันรักษาความปลอดภัยให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งคุณสามารถทำได้โดยมีทริคเล็กๆน้อยได้แก่ การเลือกใช้วัสดุประตูที่แข็งแรงแน่นหนาไม่แตกหักหรือพังได้ง่าย ตรวจเช็คตัวยึดประตูและบานพับให้แข็งแรงไม่สามารถแกะหรือขันออกให้หลุด เลือกใช้ตัวล็อคประตูแบบใหม่ๆที่ปัจจุบันมีความแข็งแรงยากต่อการงัดแงะ ไม่ควรใช้ตัวล็อคลูกบิดซึ่งง่ายต่อการปลดล็อค หรือหากเป็นบานประตูกระจกที่มีช่องเปิดเป็นกระจกก็ควรใช้เป็นกระจกนิรภัยที่ยากต่อการทุบทำลาย รวมถึงพยายามเคลียร์พื้นที่บริเวณโดยรอบประตูและบ้านไม่ให้มีมุมอับหรือที่ที่โจรผู้ร้ายจะสามารถเข้าไปหลบและรอจังหวะโจรกรรมบ้านของคุณ เป็นต้น ทั้งหมดนี้เป็นเพียงคำแนะนำเบื้องต้นที่คุณสามารถจัดการได้ง่ายๆด้วยตนเอง หากมีข้อสงสัยประการใดเราขอแนะนำให้คุณปรึกษากับสถาปนิกหรือบริษัทที่เชี่ยวชาญการสร้างบ้าน เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับการออกแบบบ้านให้ปลอดภัยและเหมาะกับการอยู่อาศัยของบ้านแต่ละหลังมากยิ่งขึ้น